สังคมออนไลน์ (Socail Network)
ความเป็นมาของ Social Network คือสังคมออนไลน์หรือกลุ่มของบุคคลที่แชร์สิ่งที่สนใจร่วมกันโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Social Network Site หรือ Social Network Service (SNS) ยกตัวอย่างเช่น Hi5,Facebook ,Twitter
Social Media หรือสิ่งเชิงสังคม เริ่มเข้ามีอิทธิพลและเป็นที่รู้จักกันหลังคำว่า Social Network หมายถึงพาหะในการนำสารจากผู้ส่งสารผ่านสื่อช่องทางไปยังผู้รับสารปลายทางโดยอาศัยผู้คนในสังคมออนไลน์เป็นกลจักรสำคัญ ยกตัวอย่างเช่นสื่อหมายถึง โทรทัศน์ วิทยุ

ทฤษฎีของ Social Network
เบื้องหลังความสำเร็จของ Social Network มีทฤษฎีที่เรียกว่า Six degree of separation หรือ Human web โดย Frigyes karinthy ซึ่งสรุปได้ว่า ทุกคนบนโลกใบนี้สามารถหาเส้นทางที่เชื่อกันได้โดยไม่เกิน 6 link ในความเป็นจริง หากคนใน Cyberspace จะมีจุดเชื่อมที่ไม่เกิน 6 link และถ้าแต่ละ link มีการใส่ความหมายของสัมพันธ์ลงไป เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนเรียน พี่ น้อง พ่อ แม่ ฯลฯ จะทำให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ของคนในโลกเสมือนที่เทียบเท่าคนในโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นภาพของการเชื่อมโยงกันของคนในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ไม่เกิน 6 link แล้วถ้าประชากรบนโลกจริงมีอยู่ราว 6 พันล้านกว่าคน เมื่อนำตัวเลข 6 พันล้านมาถอดรากที่ 6 จะมีค่าอยู่ประมาณ 34 กว่า ดังนั้นถ้าเอา 44 มายกกำลัง 6 จะได้ 7256313.856 ถ้าใช่ก็แปลว่า คุณสามารถรู้จักคนทั้งโลกนี้ได้โดยไม่เกิน 6 link

ยุคของ WWW (world wide web)
รูปแบบการสื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสนทนาแบบจุดต่อจุด (Point to Point) หรือว่าการสื่อสารแบบสองทาง (Two ways) แต่ในปัจจุบันกลายเป็นการสื่อสารระหว่างคนหลายๆคน พร้อมๆกัน (many to many) web 1.0 เว็บเนื้อหา เว็บเนื้อหา คือเว็บที่นำเสนอข้อมูลต่างๆ ที่นักการตลาดสามารสอดแทรกการโฆษณาเข้าไปได้ เพราะมีพื้นที่มากพอสำหรับแบรนเนอร์ หรือบทความต่างๆ ที่นำเสนอโดยเว็บไซต์เอง web 2.0 เว็บเชิงสังคม
เว็บเชิงสังคม เป็นการปฏิวัติให้เว็บกลายเป็นเพื่อนกับผู้บริโภคมากขึ้น และทำให้นักการตลาดทำงานเหนื่อยขึ้นด้วยบริการเชิงสังคมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Social Network site ,Live chat,mash-up ,virtual world หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์เคลื่อนที่ โทรศัพท์มือถือ ก็เป็นส่วนหนึ่งของยุค 2.0 นี้ Web 3.0 เว็บความหมายเป็นการได้มาซึ่งปัญญา (Wisdom) โดยการทำงานของเครื่องจักรจะเป็นยุคที่คอมพิวเตอร์สามารถคุยสื่อสารกันเองได้รู้เรื่อง เพราะซอฟแวร์สามารถเรียนรู้และวิเคราะห์เนื้อหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง แทนที่จะต้องให้คนมาบอกว่าเนื้อหาเหล่านั้นเกี่ยวกับอะไร ดังนั้นข้อมูลข่าวสารจะเที่ยงตรงและกระจายไปไกลได้มากกว่าที่เป็นอยู่ จะมีสิ่งที่เรียกว่า Intelligent agent ในการกรองข้อมูลและช่วยในการตัดสินใจว่าอะไรดีที่สุด หรือถูกที่สุด

Semantic Web
Semantic Web หรือเว็บเชิงความหมาย เป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่สำหรับปัจจุบัน และในอนาคต Semantic Web จะอาศัยการนำเสนอโครงสร้างการอธิบายข้อมูลให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือระบบที่ประมวลอยู่นั้นรับรู้ และเข้าในใจแง่ของความหมายได้มากขึ้น คำสั่งที่ใช้ใน Semantic Web นั้นเป็นคำสั่งที่เครื่องคอมพิวเตอร์นำไปประมวลผลต่อได้ ที่สำคัญยังสามารถนำข้อมูลต่างๆที่สัมพันธ์กันมาเชื่อมโยงเพื่อทำให้การค้นหาง่ายขึ้น โดยมีส่วนประกอบที่สำคัญของการทำงานภายใน Semantic Web คือรูปแบบโมเดลแนวคิดที่เรียกว่า Ontology (ออนโทโลยี)

 

ที่มา : http://tutor.msu.ac.th/blog/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C-socail-network/

Advertisements