นิตยสาร TIME ได้ยกย่องให้ Mark Zuckerberg ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Facebook เป็นบุคคลแห่งปี 2010 โดยในปีนี้Facebook มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 500 ล้านรายทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้ตัว Mark Zuckerberg เองกลายมาเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลกเพียง 26 ปี และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้มีข่าวออกมาว่าเขาจะมอบเงินส่วนใหญ่ของเขาให้กับองค์กรการกุศลด้วย

นิตยสาร TIME อธิบายเพิ่มเติมว่า “สำหรับการเชื่อมโยงบุคคลกว่าครึ่งพันล้านคนเข้าด้วยกันและสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมให้เกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านั้น สำหรับการสร้างระบบใหม่ในการแลกเปลี่ยนข่าวสาร และสำหรับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเรา ในการนี้ TIME ขอแต่งตั้งให้ Mark Zuckerberg เป็นบุคคลแห่งปี 2010” แล้วคุณคิดว่าสังคมออนไลน์ (Social Network) ที่เกิดขึ้นนี้ มีผลกระทบต่อวัฒนธรรมการทำงานมากน้อยเพียงใด

สสส.เปิดเผยผลสำรวจช่องว่างระหว่างวัยการทำงาน พบ 62% ของกลุ่มคนทำงานอายุน้อย นิยมเล่นเฟซบุ๊ค-ทวิตเตอร์ในที่ทำงาน ขณะที่กลุ่มผู้บริหารมองว่าขาดวินัย

นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะองค์กรภาคเอกชน สสส. เปิดเผย ผลการศึกษาของสำนักวิจัยเวิร์ลวัน ถึงช่องว่างระหว่างวัยกับการใช้เทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกา จำนวน 700 คน พบว่า 2 ใน 3 ของกลุ่มที่อยู่ในวัยผู้บริหาร ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 46 ปีขึ้นไป หรือที่เรียกว่า “เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer)” (กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489-2507)    รู้สึกว่า การใช้อุปกรณ์พกพา เช่น บีบี หรือไอโฟน ในเวลาทำงาน ทำให้วินัยในการทำงานลดลงและการใช้คอมพิวเตอร์พกพาในขณะประชุมเป็นเรื่องรบกวนสมาธิ

ขณะที่กลุ่ม Generation Y  (กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523-2543)  อายุน้อยกว่า 30 ปี จำนวนมากกว่า 50%ไม่เห็นด้วย โดยพบว่า กว่า 62% ของกลุ่ม Gen Y นิยมเล่น Social network เช่น เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ในที่ทำงาน ขณะที่กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ เข้าใช้งานเพียง 14% โดยกลุ่ม Gen Y มักนิยมทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน เช่น เปิดเว็บฟังเพลงและทำงาน

นพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ และ Gen X  (กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508-2522) ที่มีช่วงอายุ 31-45 ปี และอยู่ในระดับผู้บริหารหรือมีสิทธิตัดสินใจในองค์กร มักออกกฎหรือระเบียบที่ไม่สนองต่อความสามารถของกลุ่ม Gen Y ทำให้ผลที่เกิดขึ้นคือ ความผูกพันต่อองค์กรลดลง หรืออัตราการลาออกสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากองค์กรสามารถใช้คนรุ่นใหม่ได้ตรงกับความสามารถ และหาจุดร่วมระหว่างกันของทุกกลุ่มคนในองค์กรก็จะสามารถทำให้คนกลุ่มนี้ทุ่มเทการทำงานให้กับองค์กรอย่างมาก ซึ่งพบว่ามีองค์กรในประเทศไทยเพียง 10% ที่มีแผนรองรับไว้แล้ว ส่วนอีก 90% ยังไม่มีแผนรองรับคนที่มีความแตกต่างของแต่ละช่วงวัย

จากบทความข้างต้น ประเด็นที่เป็นปัญหาโตแย้งกันก็คือ กระแสการใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร กับความเหมาะสมด้านประสิทธิภาพในการทำงาน  เทคโนโลยีย่อมมีทั้งคุณและโทษ  ดังนั้น คนที่ใช้เทคโนโลยีต้องใช้ให้เป็น ผู้บริหารต้องชั่งใจว่าอะไรบ้างที่ควรจะกำหนดเป็นกฎระเบียบ

ประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร หลายท่านทราบดีว่า เราใช้บีบี หรือ ไอโฟน สำหรับการพูดคุย ถ่ายทอดความรู้สึก หรือประสบการณ์ การแนะนำสินค้าหรือบริการ การสำรวจความคิดเห็นในด้านต่างๆ ฯลฯ ผ่านระบบเครือข่าย เทคโนโลยีในการสื่อสารในรูปแบบที่เป็นข้อความ รูปภาพ ไฟล์วิดีโอ บล็อก (Blog) โดยการแบ่งปันข้อมูล สิ่งเหล่านี้เป็นเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ หรือ Social Network ที่มีความรวดเร็วในการสื่อสารกันอย่างไม่เป็นทางการ เช่นFacebook, Hi5 หรือTwitter เราสามารถได้รับข้อมูลในการทำงานอย่างรวดเร็วผ่านทาง E-mail เป็นต้น

โทษภัยของการใช้เทคโนโลยีสื่อสารก็คือ ผู้ใช้ใช้อย่างฟุ่มเฟือยจนขาดสมาธิในการทำภารกิจหลัก เช่น ขณะที่ประชุมก็ยังสนใจแต่หน้าจอ บีบี หรือ ไอโฟน หรือการส่ง E-mail ที่มักมีแต่สิ่งที่เรียกว่า อีเมล์ขยะ โฆษณาขายสินค้า ข่าวบันเทิง การเมือง รูปภาพวีดีโอ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน บางครั้งส่งข้อมูลจำนวนมากที่ผู้ใช้ไม่สามารถนำไปวิเคราะห์ หรือใช้ประโยชน์ได้ ซ้ำร้ายบางคนอยู่ทำงานล่วงเวลาโดยเพลินไปกับการส่งข้อความในมือถือหรือ E-mail ส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานเลย หรือการที่เรานำเอา E-mail ของบริษัทไปใช้ในการลงทะเบียนติดต่อ Social Network ที่มักทำให้เกิดอีเมล์ขยะมากมาย จนอาจก่อให้เกิดไวรัสทำลายระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทเสียหาย

นอกจากนี้ เคยพบว่ามีพนักงานของบริษัท นำเรื่องที่ลูกค้าจู้จี้ขี้บ่นไปบ่นไประบายให้เพื่อนๆ ใน Facebook ลูกค้าไปพบเจอเข้า ก็ต่อว่าบริษัท  ทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง

ดังนั้น สังคมออนไลน์ มีทั้งประโยชน์และโทษภัยแก่ผู้ใช้ หากผู้ใช้ไม่สามารถจัดการความเหมาะสมของการใช้งานของตนเองได้ ผู้บริหารย่อมเข้ามากำกับวางกฎกติกาให้ทุกคนต้องปฏิบัติตามระเบียบต่อไป

หมายเหตุ:มีการแบ่งกลุ่มคนทำงานออกเป็น 3กลุ่ม (Generation) คือ

Baby Boomer คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489-2507

Generation X คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508-2522

Generation Y คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523-2543 บางครั้ง

เขาเรียกว่า Generation i หมายถึง นักศึกษาจบใหม่ที่ต้องการเงิน

เดือนเริ่มต้นที่ราคาไอโฟน (iPhone) บางคนปฏิเสธงานเพราะเงิน

เดือนไม่พอจ่ายค่าความทันสมัย

 

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=669567

Advertisements